ฝุ่น

posted on 11 Oct 2008 07:58 by prewpure
 

ฝุ่นมาจากไหน?

 

ฝุ่นละอองในบรรยากาศ เป็นปัญหามลพิษทางอากาศที่สำคัญที่สุดของกรุงเทพมหานคร และเมืองใหญ่ๆ และส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนทั้งทางตรง และทางอ้อม
ฝุ่นละอองคือ อนุภาคของแข็งขนาดเล็กที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ ซึ่งเกิดจากวัตถุที่ถูกทุบ ตี บด กระแทก จนแตกออกเป็นชิ้นส่วนเล็ก ๆ เมื่อถูกกระแสลมพัดก็จะปลิวกระจายตัวอยู่ในอากาศ และตกลงสู่พื้น ซึ่งเวลาในการตกจะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับน้ำหนักของอนุภาคฝุ่น แหล่งกำเนิดของฝุ่นจะแสดงถึงคุณสมบัติความเป็นพิษของฝุ่นด้วย เช่น แอสเบสตอส ตะกั่ว ไฮโดรคาร์บอน กัมมันตรังสี
ฝุ่นแบ่งตามขนาดเป็น 2 ส่วน คือ ฝุ่นขนาดใหญ่ และฝุ่นขนาดเล็ก ซึ่งเรียกว่า PM10 (ฝุ่นละอองที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 10 ไมครอนลงมา)


แหล่งที่มาของฝุ่นละอองในบรรยากาศ

 

 โดยทั่วไปจะแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

 

1. ฝุ่นละอองที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ (Natural Particle)
เกิดจากกระแสลมที่พัดผ่านตามธรรมชาติ ทำให้เกิดฝุ่น เช่น ดิน ทราย ละอองน้ำ เขม่าควันจากไฟป่า ฝุ่นเกลือจากทะเล
2. ฝุ่นละอองที่เกิดจากกิจกรรมที่มนุษย์ (Man-made Particle)
2.1 การคมนาคมขนส่ง
รถบรรทุกหิน ดิน ทราย ซีเมนต์หรือวัตถุที่ทำให้เกิดฝุ่น หรือดินโคลนที่ติดอยู่ที่ล้อรถ ขณะแล่นจะมีฝุ่นตกอยู่บนถนน แล้วกระจายตัวอยู่ในอากาศ
ไอเสียจากรถยนต์ เครื่องยนต์ดีเซลปล่อยเขม่า ฝุ่น ควันดำ ออกมา
ถนนที่สกปรก มีดินทรายตกค้างอยู่มาก หรือมีกองวัสดุข้างถนนเมื่อรถแล่นจะทำให้เกิดฝุ่นปลิวอยู่ในอากาศ
การก่อสร้างถนนใหม่ หรือการปรับปรุงผิวจราจร ทำให้เกิดฝุ่นมาก
ฝุ่นที่เกิดจากยางรถยนต์ และผ้าเบรค
2.2 การก่อสร้าง
การก่อสร้างหลายชนิด มักมีการเปิดหน้าดินก่อนการก่อสร้าง ซึ่งทำให้เกิดฝุ่นได้ง่าย เช่น อาคาร สิ่งก่อสร้าง การปรับปรุงสาธารณูปโภค
การก่อสร้างอาคารสูง ทำให้ฝุ่นปูนซีเมนต์ถูกลมพัดออกมาจากอาคาร
การรื้อถอน ทำลาย อาคารหรือสิ่งก่อสร้าง
  2.3 โรงงานอุตสาหกรรม
การเผาไหม้เชื้อเพลิง เช่น น้ำมันเตา ถ่านหิน ฟืน แกลบ เพื่อนำพลังงานไปใช้ในการผลิต
กระบวนการผลิตที่มีฝุ่นออกมา เช่น การปั่นฝ้าย การเจียรโลหะ การเคลื่อนย้ายวัตถุดิบ

 

 

 

ผลกระทบ

ต่อสภาพบรรยากาศทั่วไป

  • ฝุ่นละอองจะลดความสามารถในการมองเห็น ทำให้ทัศนวิจัยไม่ดี เนื่องจากฝุ่นละอองในบรรยากาศเป็นอนุภาคของแข็งที่ดูดซับและหักเหแสงได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดและความหนาแน่น และองค์ประกอบของฝุ่นละออง
    ต่อวัตถุและสิ่งก่อสร้าง
  • ฝุ่นละอองที่ตกลงมา นอกจากจะทำให้เกิดความสกปรกเลอะเทอะแก่บ้านเรือน อาคาร สิ่งก่อสร้างแล้ว ยังทำให้เกิดการทำลายและกัดกร่อนผิวหน้าของโลหะ หินอ่อน หรือวัตถุอื่น ๆ เช่น รั้วเหล็ก หลังคาสังกะสี รูปปั้น
    ต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์
  • นอกจากฝุ่นละอองจะทำให้เกิดอาการคายเคืองตาแล้ว ยังทำอันตรายต่อระบบหายใจ เมื่อเราสูดเอาอากาศที่มีฝุ่นละอองเข้าไป โดยอาการระคายเคืองนั้นจะเกิดขึ้นตามส่วนต่าง ๆ ของระบบทางเดินหายใจขึ้นอยู่กับขนาดของฝุ่นละออง โดยฝุ่นที่มีขนาดใหญ่ร่างกายจะดักไว้ได้ที่ขนจมูก ส่วนฝุ่นที่มีขนาดเล็กนั้นสามารถเล็ดลอดเข้าไปในระบบหายใจ ทำให้ระคายเคือง แสบจมูก ไอ จาม มีเสมหะ หรือมีการสะสมของฝุ่นในถุงลมปอด ทำให้การทำงานของปอดเสื่อมลม
  •  

     

    จึงมีสิ่งประดิษใหม่ๆเกิดขึ้นคือ

    Baby Face Pillow case (ปลอกหมอนหน้าเด็ก) 

     

    ปลอก หมอนผ้าซาติน เนื้อนุ่มลื่น ช่วยลดการเสียดสี และการระคายเคืองในยามหลับ ทำให้ผิวหน้าสวยใส ไร้ริ้วรอย ป้องกันการเกิดสิวจากไรฝุ่น เนื้อผ้าละเอียดเนียนนุ่ม ช่วยให้หลับสบายตลอดคืน ตื่นมาไม่มีรอยยับบนใบหน้า ทรงผมไม่ชี้ฟู เคล็ดลับหน้าใส หน้าเด็กของดาราดังทั้งไทยและต่างประเทศ

     

    เคล็ด ลับหน้าสวยใสตลอดกาลของดาราดังทั้งคุณตั๊ก-มยุรา, นิโคล คิดแมน, เจนนิเฟอร์ โลแปซ ต่างเคยให้สัมภาษณ์ว่าเคล็ดลับหน้าใส ผมสวยของพวกเธอคือ พวกเธอจะนอนหนุนปลอกหมอนที่ทำจากผ้าซาติน เพราะผ้าซาตินมีคุณสมบัติในการป้องกันไรฝุ่น เนื้อผ้านุ่มลื่น ไม่เสียดสีกับผิวหน้า ทำให้ไม่เกิดริ้วรอยยับย่น ทำให้พวกเธอมีริ้วรอยช้า และไม่ค่อยมีสิวบนใบหน้า

     

    นิตยสาร ความงามชั้นนำมากมายต่างแนะนำให้เราพกปลอกหมอนผ้าซาตินติดตัวยามเดินทาง เพื่อการนอนหลับยาวนานที่มีคุณภาพ และตื่นมาหน้าสวยใสไร้รอยยับ ป้องกันไรฝุ่นในสถานที่ต่างๆ และทำให้ทรงผมสวยพร้อมสำหรับเช้าวันต่อไป

     

     

    ---------------------

    อ้างอิง

    กองอนามัยสิ่งแวดล้อม สำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร

    http://classified.sanook.com/item/4139685

    edit @ 11 Oct 2008 08:13:44 by prewpure

    บางคนอาจจะเคยได้ยิน หลายคนอาจจะไม่เคยได้ยิน วิธีการนี้คือการล้างตับโดยที่ไม่ต้องผ่า ไม่ต้องกินยา สามารถทำได้เองที่บ้านและได้ผลจริง ซึ่งจะช่วยเรื่องสิว ผิวพรรณและโรคต่างๆอีกมากมาย

     

    การล้างตับ

    การล้างตับ (liver flush) เป็นวิธีการที่ง่ายและมีประโยชน์กับร่างกายมาก 90% ของ คนเราจะมีนิ่วในถุงน้ำดีและนิ่วในตับ ซึ่งนิ่วพวกนี้จะทำให้ประสิทธิภาพของตับในการดูดซับสารพิษจากอาหารหรือสิ่ง ที่เข้าไปในร่างกายลดลง เมื่อไม่มีนิ่ว ตับของคุณก็จะดูดซับสารพิษต่างๆที่เข้าไปในร่างกายได้เต็ม 100% จน กระทั่งันเกิดขึ้นมาอีก ไม่เว้นแม้แต่เด็กก็มีเหมือนกัน ถ้าตับของคุณเต็มไปด้วยนิ่วร่างกายก็จะต้องใช้กำลังส่วนอื่นขับมันออกไป ผิวของคุณก็รวมอยู่ในกระบวนการนี้ด้วย นิ่วพวกนี้เกิดจากการกินอาหารที่เป็นพิษกับร่างกาย การสูดเอาอากาศที่เป็นพิษเข้าไปในร่างกาย รวมทั้งน้ำดื่มที่เราดื่มเข้าไป

    ถ้าคุณสามารถกำจัดนิ่วพวกนี้ออกไปจากร่างกาย อวัยวะต่างๆในร่างกายคุณก็จะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพรวมทั้งช่วยทำให้ผิวพรรณดูดีขึ้น

    ได้มีการสำรวจผลจากคนที่เป็นสิวแล้วทำการล้างตับ (liver flushing)

     

    คนที่เป็นสิวเรื้อรัง

    -10 ใน 66 คน สิวหาย

    -33 ใน 64 คน อาการสิวดีขึ้น

    สิวฮอร์โมน

    -2 ใน 33 คน สิวหาย

    -7 ใน 33 คน อาการสิวดีขึ้น

    และอาการอย่างอื่นเช่น ปวดหลัง เรื้อนกวาง และอีกหลายโรคดีขึ้น

     

    สิ่งที่ต้องเตรียม

    -น้ำแอปเปิ้ล

    -ดีเกลือ(Magnesium sulfate,Epsom salt)

    -น้ำมะนาว

    -น้ำมันมะกอก

    -ผักและผลไม้ที่ชอบ

     

    วิธีการ(มีหลายวิธีในการทำ liver flushing ของที่ใช้ในวิธีนี้สามารถหาได้ในบ้านเรา)

    1.ดื่มน้ำแอ๊ปเปิ้ล 2 ถ้วย ทุก 2 ชั่วโมงตลอด 2 วัน

    2.ในสองวันนี้ทานเฉพาะผักกับผลไม้

    3.ก่อนนอนให้ผสมดีเกลือ 2 ช้อนโต๊ะในน้ำหนึ่งแก้วแล้วกิน พอดื่มเสร็จให้ตามด้วยน้ำมันมะกอกครึ่งถ้วยผสมกับน้ำมะนาว 1 ลูก กินตามลงไป

     

    คุณสมบัติของสิ่งที่เรากินเข้าไป

    -น้ำแอ๊ปเปิ้ลอุดมไปด้วยกรด malic ซึ่งจะเข้าไปทำละลายทำให้ก้อนแข็งอ่อนลง

    -ดีเกลือ จะช่วยให้กล้ามเนื้อต่างๆผ่อนคลายรวมทั้งช่วยให้ท่อน้ำดีขยายออก ทำให้นิ่วนั้นผ่านออกมาได้

    -น้ำมันมะกอกจะช่วยกระตุ้นการขับออกมา


    ทำตามโปรแกรมได้ดีแค่ไหน?

    จะ มีอาการท้องเสียในตอนเช้า ให้มองหาก้อนสีเขียวซึ่งเป็นก้อนนิ่ว ไม่ใช่อุจจาระ น้ำดีจากตับนั้นจะมีสีเขียว อุจจาระที่ออกมาจะจม แต่ก้อนนิ่วจะลอยเพราะมีคอเลสเตอรอลผสมอยู่ในนิ่วด้วย

    ให้ ลองนับปริมาณคร่าว ๆ ของก้อนนิ่วที่เจอไม่ว่าจะเป็นก้อนสีเขียวหรือสีน้ำตาล ปกติแล้วจะมีอยู่ประมาณ 2,000 ก้อน หากนับได้ประมาณนี้ก็ถือได้ว่าตับค่อนข้างสะอาดมากพอที่จะทำให้หายจากอาการ ภูมิแพ้, อาการอักเสบของหัวไหล่ หรืออาการปวดหลังช่วงบนได้อย่างถาวร อาจทำความสะอาดตับได้เป็นช่วง ๆ ห่างกันประมาณ 2 สัปดาห์ และไม่ควรทำเมื่อป่วย

     

    บางครั้งท่อน้ำดีก็เต็มไป ด้วยเม็ดคอเลสเตอรอลที่ยังไม่ก่อตัวเป็นก้อนนิ่ว จึงอาจมีลักษณะเหมือนแกลบลอยอยู่ในโถชักโครก อาจมีสีน้ำตาล และอาจมีเม็ดขาวเล็ก ๆ นับล้านอยู่ด้วย การล้างทำความสะอาดเม็ดเล็กขาวและที่มีลักษณะลอยเหมือนแกลบนี้สำคัญเช่นกัน เพื่อจะกำจัดออกไปก่อนที่จะเป็นก้อนนิ่ว

    วิธีการทำ ความสะอาดตับนี้ปลอดภัยมาก ไม่มีใครต้องเข้าโรงพยาบาลจากการทำขั้นตอนเหล่านี้ ไม่มีแม้แต่ความเจ็บปวดให้กล่าวถึง แต่ก็อาจทำให้รู้สึกไม่ค่อยสบายบ้างเล็กน้อย 1-2 วัน

    ขั้น ตอนเหล่านี้นั้นขัดแย้งกับการรักษาทางการแพทย์สมัยใหม่ เข้าใจกันไปว่าก้อนนิ่วนั้นเกิดขึ้นในถุงน้ำดีไม่ใช่ในตับ คิดว่ามีปริมาณน้อยไม่ถึงหลักพัน ไม่ได้เกิดความเจ็บปวดยกเว้นว่าเป็นนิ่วในถุงน้ำดี และก็ไม่ยากที่จะเข้าใจว่าทำไมถึงคิดเช่นนั้น เพราะเมื่อเวลาที่เจ็บปวดขึ้นมาฉับพลัน จะพบว่ามีก้อนนิ่วบางก้อนนั้นอยู่ในถุงน้ำดีมีขนาดใหญ่พอที่จะมองเห็นได้ ด้วยการเอ็กซ์เรย์ และทำให้เกิดการอักเสบบริเวณนั้น เมื่อกำจัดเอาถุงน้ำดีออกไป ความเจ็บปวดดังกล่าวก็หายไป แต่อาการอักเสบที่หัวไหล่และอาการอื่น ๆ รวมถึงปัญหาเกี่ยวกับการย่อยอาหารนั้นยังคงอยู่

     

    แล้วที่ว่ามา

    ตับมีหน้าที่ทำอะไร?

    ตับจะได้รับเลือดที่มีออกซิเจนสูงมาทางหลอดเลือดแดงตับ (hepatic artery) นอกจากนี้ยังมีเลือดที่นำมาจากลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ และตับอ่อนผ่านทางหลอดเลือดดำซุพีเรียมีเซนเทอริค (superior mesenteric vein) และเลือดจากม้ามผ่านทางหลอดเลือดดำม้าม (splenic vein) ซึ่งหลอดเลือดดำทั้งสองจะรวมกันเป็นหลอดเลือดดำพอร์ทัล (portal vein) แล้วเข้าสู่ตับเพื่อนำสารอาหารและสารเคมีอื่นๆที่ได้จากการดูดซึมจากทางเดินอาหาร และผลผลิตจากการทำลายเม็ดเลือดแดงจากม้าม เข้าสู่กระบวนการต่างๆภายในเซลล์ตับต่อไป สำหรับหลอดเลือดดำที่นำเลือดออกจากตับ คือหลอดเลือดดำตับ (hepatic vein) ซึ่งจะเทเลือดเข้าสู่หลอดเลือดดำอินฟีเรียร์ เวนาคาวา ต่อไป

     

     

     

    สรุป

    หากอวัยวะภายในร่างกายของเรา อะสาดเป็นปกติ ก็จะส่งผลให้ผิวพรรณภายนอกของเราดีตามมาด้วย

     

    มาสวยจาข้างในกันเถอะนะ!!

    ---------------------------

    อ้างอิง

    http://acnethai.com/content/view/272/42/

    edit @ 10 Oct 2008 11:11:26 by prewpure

    edit @ 10 Oct 2008 18:20:35 by prewpure

    รังนก (ดีจริงหรอ?)

    posted on 10 Oct 2008 07:05 by prewpure

    รังนก ทำมาจากน้ำลายของนกนางแอ่นหรือ นกอีแอ่น ซึ่งสำรอกออกมาแล้วจับตัวแข็งมีรูปร่างคล้ายกับรังนก น้ำลายของนกนางแอ่นที่สำรอกออกมาครั้งแรก จะมีสีขาวบริสุทธิ์ ซึ่งเรียกกันว่า รังนกขาว จัดได้ว่าเป็นรังนกที่มีคุณภาพดีที่สุด ส่วนน้ำลายที่นกนางแอ่นสำรอกหลังออกมาจากครั้งแรก จะเว้นสักระยะหนึ่ง ไม่ใช่สำรอกออกมาจนหมดตามที่เข้าใจ นกนางแอ่นสำรอกน้ำลายเพื่อออกมาสร้างรังนกจนกระอักเลือดนั้น ไม่เป็นความจริง รังนกที่เราเห็นเป็นสีแดงนั้น เกิดจากสนิมในถ้ำที่นกทำรังไว้ได้รับความชื้นสูง สนิมจึงแทรกซึมเข้าไปในรัง โดยเฉพาะรังที่นกสร้างขึ้นในช่วงที่สอง และสาม ซึ่งอยู่ในช่วงฤดูฝน ผิดกับรังแรกที่สร้างขึ้นในฤดูหนาว ประมาณเดือนกุมภาพันธ์

    สำหรับในเมืองไทยนั้น เรามีนกนางแอ่นสามชนิดด้วยกัน คือ นกแอ่นกินรัง นกแอ่นกินรังตะโพกขาว และนกแอ่นหางสี่เหลี่ยมหรือนกแอ่นรังดำ นกนางแอ่นสองชนิดแรกนั้น จะให้รังนกสีขาว ส่วนชนิดหลัง จะให้รังสีดำ โดยที่รังจะมีขนนกเป็นส่วนผสมด้วย แต่ทั้งสามชนิดนั้นสามารถใช้รับประทานได้

    ผลวิเคราะห์จากสถาบันวิจัยโภชนาการมหาวิทยาลัยมหิดลพบว่า ในรังนก 1 ขวด มีปริมาณโปรตีนอยู่ ไม่ถึงครึ่งของครึ่งกรัม ในขณะที่ไข่ไก่ธรรมดา 1 ฟอง มีโปรตีนถึง 6.5 กรัม และนมวัวหนึ่งกล่องมีโปรตีนถึง 8.5 กรัม อาจะพูดได้ว่าการกินรังนกขวดเล็กหนึ่งขวด เทียบได้กับการกินน้ำนมวัว 1/64 กล่อง หรือประมาณไม่ถึงครึ่งช้อนเท่านั้นเอง

    มีการกล่าวอ้างสรรพคุณกันมากมาย เช่น บำรุงปอด เพิ่มโลหิต บำรุงพลังทางเพศ กระตุ้นภูมิคุ้มกัน บำรุงไตและม้าม แก้อ่อนเพลีย แก้ร้อนใน แก้ภูมิแพ้ ฯลฯ แต่ทั้งหมดนี้ยังไม่ค่อยมีการพิสูจน์ยืนยันอย่างชัดเจนเท่าใดนัก

    มีงานวิจัยที่ระบุว่าสารสกัดโปรตีนจากรังนกสามารถกระตุ้นเม็ดเลือดขาวบาง ชนิดให้อยู่ในสภาพพร้อมแบ่งตัวมากขึ้น และมีฤทธิ์ไปกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์ผิวหนังได้ แต่ในขณะเดียวกันก็พบว่าโปรตีนตัวนี้มีขนาดใหญ่เกินกว่าที่ลำไส้ใหญ่จะดูด ซึมเข้าสู่เลือดได้

     

    แต่มีอีกข้อมูลกล่าวไว้ว่า

     

    จากรายงานการสำรวจโภคกิจเมื่อปี พ.ศ.2473 – 2474 ของ ดร.คาร์ล ซี. ซิมเมอร์แมน  ศาลาแยกธาตุกระทรวงเศรษฐการ ได้รายงานผลการวิเคราะห์ส่วนประกอบของรังนกจากจังหวัดชุมพร พบว่า มีเถ้าปูนอยู่เป็นจำนวนมาก โปรตีนร้อยละ 49.8 ความชื้นร้อยละ 16.3 และไขมันร้อยละ  0.06 ซึ่งต่อมาในปีพ.ศ.2479 บริษัทไทยรังนก ถนนราชวงศ์ กรุงเทพฯ ได้ส่งรังนกให้นักเคมีชาว เยอรมันวิเคราะห์ พบว่า รังนกมีโปรตีนเป็นส่วนประกอบหลักร้อยละ 53.69 ความชื้นร้อยละ 10.4 

     

    ข้อแนะนำในการเลือกซื้อรังนก 

    รังนกเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทย เพื่อให้อุตสาหกรรมรังนกและผลิตภัณฑ์สามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน ทุกฝ่ายจึงควรร่วมมือกันโดยช่วยกันรักษาสภาพแวดล้อมของระบบนิเวศให้ดี และเหมาะสมเพื่อเป็นแหล่งให้นกอีแอ่นเข้ามาพักพิงอาศัย  โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับสัมปทานการเก็บรังนก ควรปฏิบัติตามกฎหมายอย่าง เคร่งครัดเพื่อรักษาจำนวนประชากรของนกให้ขยายพันธุ์และเพิ่มจำนวนมากขึ้น นอกจากนี้ชุมชนหรือจังหวัดไม่ควรส่งเสริมการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่อง ดื่มรังนกที่ไม่ได้มาตรฐานให้ผู้บริโภค โดยเฉพาะเป็นผลิตภัณฑ์รังนกปลอม ที่ไม่มีฉลาก เลขทะเบียน อย. ไม่แสดงชื่อผู้ผลิต รวมทั้งวันเดือนปีที่ผลิต และหมดอายุ ผู้ส่งออกต้องสร้างความเชื่อถือในคุณภาพรังนกและเครื่องดื่มรังนก เพื่อรักษาตลาดต่างประเทศและชื่อเสียงที่ดีตลอดไป

     

    ----------------------

    อ้างอิง

    http://chumphon.most.go.th/index.php?option=com_content&task=view&id=880&sectionid=33

    ผัก ผลไม้ ยามหัศจรรย์

    posted on 09 Oct 2008 20:36 by prewpure

     

    1.  ปวดหัว กินปลามาก ๆ   ทั้งปลาทะเล ปลาน้ำจืด น้ำมันจากปลา มีสรรพคุณป้องกันการปวดหัว  กินพร้อม ๆ กับขิง จะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวลง

     

    2.  แพ้ละออง     เป็นแพ้ทั้งฝุ่นและเกสรดอกไม้  ให้กินโยเกิร์ต หรือ นมเปรี้ยว

     

    3.  โรคหัวใจ ดื่มชาเขียว   เป็นประจำ สารในชาเขียวช่วยป้องกันไม่ให้ไขมันไปจับตัวตามผนังหลอดเลือด

     

    4.  โรคนอนไม่หลับ   ดื่มน้ำผึ้ง  เป็นประจำ  สารในน้ำผึ้งมีฤทธิ์เป็นยากล่อมประสาททำให้นอนหลับฝันดี

     

     

    5.  โรคหืดหอบ กินหอม ต้นหอม หรือ หัวหอม   ก็ได้มีตัวยาทำให้หลอดลมปลอดโปร่ง

     

    6.  โรคไขข้ออักเสบ   กินปลาเท่านั้น    แก้ไขเป็นปกติได้  ได้แก่  ปลาแซลมอน   ปลาทูน่า (ปลาโอ)   ปลาแมคเคอเรล   ปลาซาดีนส์  ( ปลากระป๋อง )   น้ำมันปลาทำให้โรคไขข้ออักเสบบรรเทาลง

     

    7.  ท้องผูก  ท้องอืด  ให้กินกล้วย  หรือ  ขิง   กล้วยทำให้ไม่ท้องผูก  และ ขิงทำให้อาการคลื่นไส้ในตอนเช้าหายไป

     

    8.  ติดเชื้อในถุงกระเพาะปัสสาวะ   ให้ กินน้ำคั้นจากลูก  แคนเบอรี  ( ไม้เมืองหนาว ) กรดเข้มข้นในลูกไม้ฆ่าแบคทีเรียได้

     

     

    9.  โรคหงุดหงิด  ฟุ้งซ่าน  โดยเฉพาะเกิดในผู้หญิงสูงอายุด้วย  ให้ กินข้าวโพด    ช่วยบรรเทาอาการเครียด  วิตกกังวล  และความคิดสับสนได้

     

    10. โรคกระดูกพรุน   ทั้งกระดูกเปราะและแตกง่าย  แก้ไขได้โดยให้กินสับปะรด   ซึ่งมีสารแมงกานีส อยู่มาก  ช่วยให้กระดูกแข็งแรงได้

     

    11.  ความจำเสื่อม   แก้ไขโดย    กินหอยนางรม  หอยแครง  หรือหอยอื่น ๆ   ซึ่งในเนื่อหอยมีสารสังกะสีช่วยบำรุงสมองได้ดี

     

     

    12.  เป็นหวัด  กินกระเทียม   ทำให้จมูกโปร่ง  สมองโล่ง   กระเทียมช่วยลดไขมันในเลือดได้อีกด้วย

     

    13.  ไอ  จาม  กินพริกแดง   สารที่นำมาทำยาแก้ไอนั้นสกัดมาจากพริกแดง

     

    14.  มะเร็งเต้านม  กินข้าวสาลี  รำข้าว  และกะหล่ำปลี  จะช่วยป้องกันได้ดี โดยเฉพาะรำข้ากะหล่ำปลี ช่วยให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจนได้ในปริมาณที่เหมาะสม  ข้อสำคัญ  อย่ากินไก่มาก  เพราะใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนในการเร่งการเจริญเติบโต

     

    15.  มะเร็งปอด   กินส้ม  และ ผักใบเขียว   มีวิตามินเอ  อยู่มากจะช่วยป้องกันการก่อพิษของสารเบต้าแคโรทีน

     

    16  แผลในกระเพาะอาหาร   กินกะหล่ำปลี    ซึ่งมีสารเคมีช่วยทำให้แผลเรื้อรังในกระเพาะอาหาร  และ ลำไส้เล็กหายขาดได้

     

     

    17.  โรคท้องร่วง    กินแอปเปิ้ลสดทั้งเปลือก    ช่วยให้อาการปั่นป่วนในท้องเมื่อเชื้อโรคบิดเล่นงานทุเลาลง

     

    18.  เส้นเลือดตีบ    กินผลอโวคาโด    แก้ได้เพราะไขมันดี  โมโรอันแซตเทอเรต   ที่มีอยู่ในผลไม้ชนิดนี้ทำลายไขมันเลว   คลอเลสเตอรอล     ได้

     

    19.  ความดันโลหิตสูง   กินผลโอลีฟ  และผักขึ้นฉ่าย   พืชทั้งสองชนิดนี้มีสารเคมี  ทำให้ระดับความดันเลือดลดลง

     

                20.  น้ำตาลในเลือดไม่สมดุล   กินผักบร็อกโรลี่  และ ถั่วลิสง   ซึ่งมีอินซูลินทำให้น้ำตาลในเลือดสมดุลได้

     

    -------------------

    อ้างอิง

    http://www.primthaispa.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=130297


    edit @ 9 Oct 2008 21:06:41 by prewpure

    โยคะ(ง่ายๆ)

    posted on 09 Oct 2008 19:13 by prewpure

    โยคะไม่จำเป็นต้องไปทำตามสถานโยคะเสมอไป เรามีโยคะง่ายๆ ที่คุณสามารถทำเองได้ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน

      เริ่มต้นวันใหม่ก่อนลุกจากที่นอน

       นวดหลัง นอนหงายราบกับพื้น งอหัวเข่าทั้งสองข้างเข้ามาชิดหน้าอก และใช้มือทั้งสองข้างกอด เข่าไว้ พลักตัวไปข้างซ้ายและขวาสลับกัน จากนั้นโยกตัวไปข้างหน้าและหลัง
       หายใจ นั่งขัดสมาธิ หลับตา ค่อยๆ หายใจเข้าออกลึกๆ นั่งสงบเช่นนี้ประมาณ 5 นาทีจะช่วยผ่อน คลายความตึงเครียดได้
       ทำตัวให้อ่อน คุกเข่าลงกับพื้น มือทั้งสองยันพื้น (เหมือนเตรียมจะคลาน) แอ่นหลังโดยยกศีรษะ และสะโพกขึ้นพร้อมกับสูดหายาใจเข้า อยู่ในท่านี้ประมาณ 2-3 วินาที หลังจากนั้นโก่งหลังโดยเก็บศีรษะ และสะโพกพร้อมๆกับผ่อนลมหายใจออก (เหมือนกับแมวโก่งตัว) ทำ 2 ท่านี้ติดกันหลายๆครั้ง จะช่วยให้ กระดูกสันหลังอ่อนตัว ท่วงท่าสง่างามขึ้น 

     

    คลายเครียดขณะเดินทาง

    ผ่อน คลายความตึงเครียด ด้วยการโยกศีรษะไปข้างหน้า ข้างหลัง ซ้ายและขวา จากนั้นตั้งศีรษะ ให้ตรง ยกไหล่ทั้งสองข้างขึ้นค้างไว้ 2-3 วินาทีแล้วจึงปล่อยลงสู่ท่าปกติทำซ้ำหลายๆครั้ง - ผ่อนคลายกล้ามเนื้อใบหน้าด้วยการร้องเพลงโปรดให้ดังที่สุด 

     

    ในที่ทำงาน 

      นั่งหลังตรงเพื่อเสริมสร้างบุคคลิกภาพที่ดี โดยจินตนาการว่ามีเชือกหนึ่งเส้นดึงศีรษะอยู่เหมือน กับหุ่นเชิด 

      พยายามหมุนข้อมือไปรอบๆ ให้เป็นนิสัย เพราะข้อมือมักจะไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวยามใช้แป้นพิมพ์ นานๆ การกำมือสลับกางนิ้วให้เต็มที่ก็เป็นวิธีที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับมือ และนิ้ว - พักสายตาจากจอคอมพิวเตอร์ ทุกๆ ครึ่งชั่วโมง ตั้งศีรษะให้ตรง กลอกตาไปมาทั้งซ้ายและขวา เหลือบขึ้นข้างบนและลงล่าง จากนั้นหลับตาสักพัก 

      เติมพลังโดยหายใจทางจมูกอย่างช้าๆ และเลือกดื่มน้ำเปล่าแทนการดื่มเครื่องดื่มที่ผสมคาเฟอีน

      ควรจัดโต๊ะทำงานให้เรียบร้อย เพราะว่าความรกก็ทำให้กิดความเครียดได้เช่นกัน 

    edit @ 9 Oct 2008 19:27:23 by prewpure

    -------------------------

    อ้างอิง

    http://women.thaiza.com/detail_7591.html

    edit @ 9 Oct 2008 19:28:47 by prewpure

    แสงแดด

    posted on 09 Oct 2008 09:54 by prewpure

    เชื่อมั๊ยคะว่าคนสวนใหญ่ได้รับวิตามินดีจากแสงแดดมากกว่าการรับประทานอาหาร แม้ว่าบ้านเราจะอยู่ในเขตร้อนมีแสงแดดเกือบทั้งปี แต่คนไทยก็ยังขาดวิตามินดี เนื่องจากทุกคนพยายามหลีกเลี่ยงแสงแดด บวกกับนิยมใช้ครีมกันแดด กันมากขึ้น

     “คงมีคนปฏิเสธว่าแสงแดดทำผิวหนังของเราเหี่ยวย่น และเสื่อมเร็วกว่าปกติ แต่เชื่อหรือปล่าวคะว่าการออกแดดเพียง 10-15 นาทีต่อวันนั้นเพียงพอต่อการได้รับวิตามินดีแล้ว และถึงแม้ว่าผิวหนังเราจะต้องตากแดดเกิน 15 นาที ร่างกายของเราก็จะมีกลไกป้องกันตัวเองอยู่แล้ว และโรคกระดูกพรุนจะเห็นว่าพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เพราะผู้ชายมีต้นทุนกระดูกมากกว่า ผู้หญิง เมื่อเทียบอายุของการขาดวิตามินดี ผู้หญิงจะพบโรคนี้ในอายุ 70 ปี ส่วนผู้ชายจะพบในอายุ 75 ปี ปัจจุบันเราพบโรคนี้ในคนวัย 60 ปีขึ้นไป เนื่องจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนเมืองเปลี่ยนไป เช่น หันมาออกกำลังกายในร่มมากกว่ากลางแดด การจำกัดอาหาร และค่านิยมที่มองว่าผิวขาวดีกว่าคล้ำ อัตราเสี่ยงเหล่านี้ส่งผลให้อนาคตโรคกระดูกพรุนอาจเกิดขึ้นกับมนุษย์อายุ ตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป”

    หากไม่ต้องการเป็นโรคกระดูกพรุน ควรหันมาออกกำลังกายกลางแจ้ง รับแสงแดดวันละ 10-15 นาที หรือหากไม่มีเวลาการรับประทานที่มีวิตามินดีก็ช่วยได้ค่ะ เช่น พวกน้ำมันตับปลา สัตว์ทะเลที่มีไขมันมาก ไข่ปลา ไข่ปูก็ช่วยได้นะคะ แต่อย่ารับประทานมากเกินไป เพราะอาหารเหล่านี้มีไขมันมาก วิตามินดีจะละลายในไขมัน แต่ถ้ารับประทานไขมันมากเกินความต้องการของร่างกายก็จะเป็นผลเสียได้เช่นกัน จ้า!!!!

     

    วิตามินดีคืออะไร???

    วิตามินดี (CALCIFEROL หรือ ERGOSTEROL) เป็นวิตามินที่ร่างกายต้องการเพื่อการรักษาภาวะสมดุลของระดับแคลเซียมในเลือดและในกระดูก เมื่อร่างกายได้รับแสงแดด ร่างกายสามารถสร้างวิตามินดีได้เมื่อผิวหนังได้ รับแสงแดด ในกรณีที่ไม่ถูกแดด จำเป็นจะต้องได้รับวิตามินดีจากอาหารให้มากขึ้น เมื่อได้รับแสงแดดพอ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเสริมด้วยการรับประทานวิตามินดีในรูปวิตามินรวม หรือรับประทานอาหารที่มีการเสริมด้วยวิตามินดี

    วิตามินดีที่เข้าร่างกายจะถูกนำไปเก็บที่ตับเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้จะเก็บที่ผิวหนัง สมอง ตับอ่อน กระดูก และลำไส้ได้ วิตามินดีจะเสียง่ายเมื่อถูกออกซิเดชัน ละลายในตัวทำลายไขมันและไม่ละลายน้ำอาหารที่มีวิตามินดีพบได้ทั้งในพืชผัก ผลไม้ และในเนื้อเยื่อของสัตว์แต่ดูเหมือนจะเป็นวิตามินชนิดเดียวที่มีอยู่น้อยมาก ในพืชและผัก ที่พบมากได้แก่ น้ำมันตับปลา ไขมัน นม เนย ตับสัตว์ ตับปลาคอด (COD) ปลาทู ไข่แดง ปลาแซลมอน ปลาซาดีน ปลาแมคเคอร์เรก

    วิตามินดีช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส มีความสำคัญในการสร้างกระดูกและฟันและการเจริญเติบโตตามปกติของเด็ก,วิตามิน ดีมีผลต่อการดูดซึมกลับของกรดอะมิโนที่ไต ,ช่วยสังเคราะห์น้ำย่อยใน mucous membrane ,ควบคุมปริมาณของแคลเซียมและฟอสฟอรัสในกระแสโลหิตไม่ให้ต่ำลงจนถึงขีดอัตราย ,เกี่ยวข้องกับการใช้ฟอสฟอรัสในร่างกาย ,ช่วยสังเคราะห์ Mucopolysaccharide ซึ่งเป็นสารที่จำเป็นในการสร้าง คอลลาเจน,เกี่ยวข้องกับการใช้เกลือซิเตรทในร่างกายอาจจำเป็นในการทำงานของ ระบบประสาท การเต้นของหัวใจ การแข็งตัวของเลือด

    ถ้าขาดวิตามินดีทำให้เกิดโรคกระดูกอ่อนในเด็กเรียก Rickets และในผู้ใหญ่เรียกว่า Osteosarcoma มีปัญหาเกี่ยวกับการดูดซึมแคลเซียมเข้าร่างกาย รูปร่างจะไม่สมประกอบ น้ำหนักลด ฟันผุ เติบโตช้า กระดูกสันหลังโก่ง ข้อมือ เข่า และกระดูกข้อเท้าโต ความต้านทานต่อโรคต่าง ๆ ลดน้อยลง เช่นหวัด ปอดบวม วัณโรค กล้ามเนื้ออ่อนกำลังขาดความคล่องแคล่ว ว่องไว ไม่กระฉับกระเฉง ไม่มีความกระปรี้กระเปร่า กล้ามเนื้อกระตุก ถ้าได้รับวิตามินดีมากเกินไป ทำให้ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน เบื่ออาหาร ปัสสาวะมากผิดปกติและบ่อย กล้ามเนื้อไม่มีแรง รู้สึกเหนื่อยอ่อน มีหินปูนเกาะตามอวัยวะหรือเนื้อเยื่อของหัวใจ ผนังเส้นเลือดและปอด แต่อาการเหล่านี้นั้นจะหายภายใน 2 - 3 วันหลังจากหยุดวิตามิน

     

    ประโยชน์ของมันหล่ะ???

    1. วิตามินดีช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส มีความสำคัญในการสร้างกระดูกและฟันและการเจริญเติบโตตามปกติของเด็ก
    2. วิตามินดีมีผลต่อการดูดซึมกลับของกรดอะมิโนที่ไต ถ้าขาดวิตามินดี กรดอะมิโนในปัสสาวะจะเพิ่มขึ้น ถ้าวิตามินดีเพียงพออัตราการดูดซึมกลับกรดอะมิโนจะปกติ และในปัสสาวะจะลดปริมาณลง
    3. ช่วยสังเคราะห์น้ำย่อยใน mucous membrane ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้าย แบบ active transport ของแคลเซียมให้ข้ามเซลล์ไปได้ง่าย
    4. ควบคุมปริมาณของแคลเซียมและฟอสฟอรัสในกระแสโลหิตไม่ให้ต่ำลงจนถึงขีด อันตราย เช่น แคลเซียมจะต้องอยู่ในเลือดประมาณ 7 มิลลิกรัม/เดซิลิตร โดยวิตามิน ดีจะกระตุ้นการดูดแคลเซียมในลำไส้เพราะมิฉะนั้นแคลเซียมจะถูกขับออกจากร่าง กายไปหมด และวิตามิน ดี จะกระตุ้นการนำเอาฟอสฟอรัสมาใช้ โดยทำหน้าที่กระตุ้นตลอดเวลา
    5. เกี่ยวข้องกับการใช้ฟอสฟอรัสในร่างกาย
    6. ช่วยสังเคราะห์ Mucopolysaccharide ซึ่งเป็นสารที่จำเป็นในการสร้าง คอลลาเจน
    7. เกี่ยวข้องกับการใช้คาร์โบไฮเดรต
    8. เกี่ยวข้องกับการใช้เกลือซิเตรทในร่างกาย
    9. หน้าที่โดยทางอ้อมก็คือ วิตามินดีจำเป็นในการทำงานของระบบประสาท การเต้นของหัวใจ การแข็งตัวของเลือด เพราะหน้าที่เหล่านี้จะสัมพันธ์กับการมีอยู่และการใช้แคลเซียมและฟอสฟอรัส ของร่างกาย

     

    และหาได้จาก???

    1. พบได้ทั้งในพืชผัก ผลไม้ และในเนื้อเยื่อของสัตว์แต่ดูเหมือนจะเป็นวิตามินชนิดเดียวที่มีอยู่น้อยมาก ในพืชและผัก ที่พบมากได้แก่ น้ำมันตับปลา ไขมัน นม เนย ตับสัตว์ ตับปลาคอด (COD) ปลาทู ไข่แดง ปลาแซลมอน ปลาซาดีน ปลาแม็คเคอร์เรก
    2. นมเป็นอาหารที่นิยมเสริมวิตามินดี เพราะเป็นอาหารที่มี แคลเซียม ฟอสฟอรัสและไขมัน ที่จะช่วยเพิ่มอัตราการดูดซึมจากลำไส้เล็ก ปริมาวิตามินดีที่เสริม คือ 400 IU ต่อลิตร
    3. ปริมาณของวิตามินดีในอาหารอาจเปลี่ยนแปลงได้มากตามฤดูกาล และภาวะแวดล้อมต่างๆ เช่น การถูกแสงแดดมากหรือน้อย อาหารที่ใช้เลี้ยงสัตว์มีวิตามินดีมากหรือน้อยเพียงใด เป็นต้น

     

     

    -------------------------------

    อ้างอิง

    http://learners.in.th/blog/melon4994/9784

    http://th.wikipedia.org

     

    14 ผักและผลไม้ที่ผิวหน้าต้องการ


    ว่านหางจระเข้
    บำรุงผิว ป้องกันฝ้า ลบรอยจุดด่างดำ รักษาสิว



    แตงกวา
    ช่วยสมานผิว ลบรอยเหี่ยววววว ย่น



    มะเขือเทศ
    ช่ายสมานผิว ลบรอยเหี่ยววววว ย่นและจุดด่างดำ



    ขมิ้นสด
    บำรุงผิวหน้าผุดผ่องสดใสอ่อนวัย และช่วยให้สิวยุบเร็ว



    กล้วยน้ำว้าสุก
    บำรุงผิวนุ่มเนียนอ่อนวัย

     

    หัวไชเท้า

    ช่วยลดรอยฝ้าและกระให้จางหาย


    ใบบัวบก
    ลดรอยตีนกา



    มะขามเปียก
    บำรุงผิวหน้าขาวเนียน ลดรอยฝ้าจุดด่างดำ ชำระสิ่งสกปรก



     

    กล้วยหอม
    ลดรอยเหี่ยววววว ย่น ถนอมผิวหน้าให้ชุ่มชื่น

    ทุเรียน
    ลดปัญหาสิวเสี้ยน

    มะนาว
    ลดสีเข้มของกระบนใบหน้า



    มะม่วงสุก
    แก้ปัญหาฝ้าและสิว



    สับปะรด
    บำรุงผิวหน้าขาวใส และช่วยขจัดเซลล์ตาย ให้หลุดออก



    แตงโม
    บำรุงผิวหน้าชุ่มชื่นสดใส

     

    -------------------------------------------------

    อ้างอิง

    http://board.narak.com/fashion_and_beauty/topic.php?id=274655

    edit @ 8 Oct 2008 21:13:20 by prewpure

    edit @ 8 Oct 2008 21:14:46 by prewpure

               การอาบน้ำ กิจวัตรประจำวันที่เราๆ ท่านๆ ปฏิบัติกันมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก หลายคนใช้การอาบน้ำเป็นการผ่อนคลายความเหนื่อยเมื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวัน แต่อีกหลายคนใช้การอาบน้ำเพียงเพื่อชำระล้างร่างกาย

    แต่เชื่อไหมว่า การอาบน้ำยังมีอะไรมากกว่าที่คิด

              การอาบน้ำ นอกจากจะเป็นการทำความสะอาดร่างกายแล้วยังจะเป็นการกระตุ้นเลือดภายในร่าง กายให้ไหลเวียนได้ดีขึ้น เริ่มจากการใช้ฝ่ามือหรือผ้าหยาบ ใยบวบ ฯลฯ ถูให้ทั่วตัวตั้งแต่หัวจรดเท้า เริ่มจากเบาๆ และค่อยๆ เพิ่มน้ำหนักแรงขึ้นไปเรื่อยๆ

              นอกจากนั้นแล้วหัวใจหลักนั้นอยู่ที่ "อุณหภูมิ" ของน้ำ ที่จะเป็นตัวกระตุ้นการทำงานของต่อมต่างๆ ในร่างกาย ทำให้ระบบการไหลเวียนของโลหิต ระบบการหายใจทำงานได้อย่างดีมีประสิทธิภาพ

              น้ำอุ่น หรือน้ำที่มีอุณภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 27-34 องศาเซลเซียส หรือไม่ควรอุ่นเกินอุณหภูมิของร่างกาย 2 องศา จะทำให้ร่างกายสะอาดมากที่สุด เพราะความอุ่นของน้ำจะเข้าไปเปิด รูขุมขนทำให้ผิวหายใจได้มากขึ้น ขับของเสียที่คั่งค้างอยู่ตามผิวได้มากขึ้น และยิ่งถ้าได้อาบน้ำอุ่นก่อนนอนก็จะเป็นผลดีต่อสุขภาพ เพราะจะทำให้นอนหลับสบายได้ดียิ่งขึ้น

              ส่วนผู้ที่ชอบอาบน้ำอุ่นจัดๆ หรืออาบน้ำร้อนนั้น ไม่ควรอาบบ่อยครั้งนัก และควรควบคุมให้อยู่ในอุณหภูมิประมาณ 38-40 องศาเซลเซียส และไม่ควรอาบนานเกิน 10-15 นาที เพื่อป้องกันผิวแห้งจากการสูญเสียน้ำมันบนผิวหนัง ยังทำให้หัวใจต้องทำงานมากขึ้นในการขยายเส้นเลือดเพื่อจะช่วยให้ร่างกายเย็น ลง

              สำหรับผู้ที่ชอบอาบน้ำเย็นๆ มีการพบว่า การอาบน้ำเย็นจะทำให้เป็นหนุ่มสาวอยู่เสมอ เพราะความเย็นของน้ำจะทำให้เลือดมาเลี้ยงผิวหนังได้มากขึ้น ทำให้เกิดการหมุนเวียนได้ดี อุณหภูมิของน้ำที่ 21-27 องศาเซลเซียส จะทำให้ผิวเย็นสบาย สดชื่น เต่งตึงลดอาการอ่อนเพลีย ปลุกเร้าประสาทสัมผัส ทำให้กล้ามเนื้อสดชื่น และยังเป็นผลดีต่อระบบการหายใจ หลังอาบน้ำใช้ฝ่ามือตบเบาๆ ให้ทั้งตัว เพื่อกระตุ้นเซลล์ผิวและยังเป็นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้อีกด้วย

              การอาบน้ำนั้นหากเลือกแช่ตัวลงในอ่างอาบน้ำ สามารถเติมน้ำมันหอมระเหยลงไปเพื่อช่วยในการผ่อนคลาย และควรผสมเกลือลงไปในน้ำด้วยเพื่อกระตุ้นระบบการเผาผลาญของร่างกายให้ทำงาน ดีขึ้น

              หลังจากแช่ตัวแล้วควรล้างตัวอีกครั้งด้วยน้ำเย็น จะเป็นแบบตักราดหรือใช้ฝักบัวก็ได้ หากใช้ฝักบัวก็ควรจะเปิดน้ำให้แรงและฉีดวนลงบนผิวไล่จากเท้าขึ้นมาหน้าท้อง มือ แขน จนมาถึงหัวใจ น้ำเย็นจะช่วยกระชับรูขุมขน เร่งให้เกิดการไหลเวียนของโลหิตได้ดียิ่งขึ้น และยังสามารถลดเซลลูไลต์และชะล้างพิษบนผิวออกได้อีกด้วย

              ส่วนเวลาเหมาะสมสำหรับการอาบน้ำ คือ ก่อนรับประทานอาหาร 1 ชั่วโมง แต่ถ้าจะอาบหลังมื้ออาหารก็ควรจะเว้นระยะสัก 2-3 ชั่วโมง เป็นการป้องกันการจุกเสียดที่อาจเกิดขึ้นได้

    นี่แหละ เรื่องง่ายที่ไม่ง่ายอย่างที่คิด !!

     

    การอาบน้ำอุ่น... ช่วยให้รูขุมขนเปิด
    การอาบน้ำเย็น...ช่วยให้รูขุมขนปิด

    เพราะฉนั้น ถ้าเราอาบน้ำอุ่นบ่อยๆ ผิวจะแห้งได้ แก้ไขโดยการทาครีมบำรุง หลังอาบเสร็จ

    น้ำร้อน (36-38 องศา) : เหมาะสำหรับการอาบหรือแช่น้ำ เพื่อช่วยในการบำบัดความรู้สึกกังวลจากความเครียด
    หรือเกิดการดึงของกล้ามเนื้อ (เวลาที่ใช้ในการแช่น้ำไม่ควรเกิน 20 นาที)

    น้ำอุ่น (29-39 องศา) : เหมาะสำหรับการอาบหรือแช่น้ำ เพื่อช่วยในการผ่อนคลายความรู้สึกเหน็ดเหนื่อยหรือความเครียด

    น้ำเย็น (10-29 องศา) : เหมาะสำหรับการอาบหรือแช่น้ำ เพี่อช่วยในการกระตุ้นการทำงานทั้งร่างกายและจิตใจ
    (เวลาที่ใช้ในการแช่น้ำไม่ควรเกิน 2 นาที)

    ---------------------

    อ้างอิง

    http://www.game-mun.com/forum/index.php?topic=1088.0

    การลดน้ำหนักที่ได้ผลนั้น นอกจากเราจะทำการควบคุมอาหารแล้ว การออกกำลังกายที่เหมาะสม ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยทำให้น้ำหนักลดลงได้ มากขึ้น เพราะร่างกายจะเผาผลาญไขมันทีสะสมให้เกิดเป็นพลังงาน ช่วยลดเนื้อเยื่อไขมัน และเพิ่มความแข็งแรงสำหรับกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะการออก กำลังกาย โดยการวิ่ง การเดินเร็ว จะเป็นการออกกำลังกายที่ใช้ออกซิเจน ซึ่งเป็นการออกกำลังกายที่ดีสำหรับทุกคน แต่ก็ควรทำอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อย 20-30 นาที และไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 3 ครั้ง สำหรับบางคนอาจจะคิดว่า ' ไม่มีเวลา ทำยังไงดี ! ' ดังนั้นจึงจะนำเสนอบทความเรื่อง การออกกำลังกายอย่างง่ายๆ ต่อการลดน้ำหนักให้ได้ผล ให้ทุกท่านปรับใช้ตามความเหมาะสมนะครับ
    เหตุผลของการออกกำลังกายให้มากขึ้นกว่าปกติ ในช่วงที่ต้องการลดน้ำหนัก มีดังนี้

    1. การออกกำลังกายจะช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานมากขึ้น และจะช่วยทำให้โลหิตหมุนเวียนดีขึ้น ซึ่งจะทำให้คุณรุ้สึกดีขึ้น

    2. การออกกำลังกายจะช่วยควบคุมความอยากอาหาร และทำให้ความหิวน้อยลง

    3. การออกกำลังกายเป็นประจำ จะช่วยลดการชดเชยพลังงานที่เกิดขึ้น ในขณะที่น้ำหนักลดลง เพราะโดยทั่วไปอัตราการเผาผลาญจะลดลงเมื่อน้ำหนักลด ดังนั้นการออกกำลังกายจึงชดเชยผลการตอบสนองของร่างกายดังกล่าว น้ำหนักจึงได้ลดลงมากขึ้น

    4. ถ้าลดน้ำหนัก โดยวิธีอื่นๆ เช่น ยา หรือ การควบคุมอาหาร จะทำให้กล้ามเนื้อลดลงด้วย จึงต้องออกกำลังกายเพือช่วยป้องกันมวลกล้ามเนื้อดังกล่าว

    5. การออกกำลังกายทำให้คลายเครียด ซึ่งพบเสมอว่า ในบางคนที่มีอารมณ์เครียด โกรธ จะหาทางออกด้วยการกินๆๆๆๆๆๆ ซึ่งการออกกำลังกาย จะช่วยลดสถานการณ์ดังกล่าวได้

    6. การออกกำลังกายทำให้คุณมีความเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้น ทำให้สามารถบรรลุความสำเร็จได้ในหลายสิ่งที่ต้องการ และรู้สึกดีต่อตนเอง
    แนวทางการออกกำลังกายเพิ่มขึ้น ในชีวิตประจำวันง่ายๆ

    - ใช้บันไดแทนการใช้ลิฟต์ ในการทำงานแต่ละวัน
    - เมื่อเครียด หรือว่างจากการทำงาน ควรออกไปเดินเล่น หรือเลือกรับประทานอาหารกลางวันที่ต้องเดินไปกลับ อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 30 นาที

    - ขี่จักรยานไปทำงาน ถ้าที่พักและที่ทำงานไม่ไกลนัก หรือเลือกเดินไกลๆ จากที่ทำงาน ไปยังลานจอดรถ หรือป้ายรถเมล์

    - มีโอกาสไปท่องเที่ยวกับเพื่อนฝูง เพราะนอกจากจะสนุกแล้ว จะยังช่วยลดน้ำหนักได้ โดยเฉพาะโปรแกรมการท่องไพร เดินป่า เที่ยวน้ำตก

    - เข้าร่วมทำกิจกรรมกับชมรมกีฬาต่างๆ เช่น ชมรมลีลาศ ชมรมเดินหรือวิ่งเพื่อสุขภาพ

    - หาเวลาว่างก่อนรับประทานอาหารเย็น พาสมาชิกในครอบครัวเดินเล่น หรือพาสุนับวิ่งออกกำลังกาย ( สำหรับท่านที่รักสุนัข อาจจะเลือกสุนัขพันธุ์ใหญ่ ที่ต้องการการออกกำลังกาย ซึ่งจะได้ประโยชน์ทั้งตัวท่านและลูกสุนัขของท่านเอง)

    - อย่าพยายามออกกำลังกายอย่างหักโหมในครั้งเดียว ควรจะค่อยๆ เพิ่มเวลาและเปลี่ยนชนิดของกีฬาที่เหมาะสมกับตนเอง ไม่ทำให้เกิดแรงตึงกับข้อ หรือทำให้กล้ามเนื้ออ่อนล้าเกินไป ซึ่งจะทำให้ท่านท้อใจในการออกกำลังกายครั้งต่อๆ ไปได้

    ขอยกหัวข้อบรรยาย ของ พ.อ.หญิง รศ.พ.ญ.พรฑิตา ชัยอำนวย ผู้อำนวยการเวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ในการบรรยายครั้งหนึ่งว่า ' การลดน้ำหนักแค่ 1 กิโลกรัม ความดันโลหิตจะลดลงไป 2.5 กับ 1.7

    ทำให้หัวใจบีบตัวด้วยแรงต่อต้านที่น้อยลง หัวใจทำงานเบาลง ถ้าลดน้ำหนักเป็นปกติ ในคนไข้ที่มีปัญหาโรคความดันโลหิตสูง อาจลดยาความดันหรือเลิกกินยาลดความดันซึ่งเป็นผลดีต่อการรักษาโรค

    โดยพบว่า ลดน้ำหนัก 1 กิโลกรัม อายุยืน 3-4 เดือน ถ้าลด 10 กิโลกรัม อายุขัยจะยาวขึ้น ร้อยละ 35 คนที่เป็นเบาหวาน ลดน้ำหนักแค่ 5 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว การคุมน้ำตาลจะดีขึ้นมาก ถ้ามีไขมันในเลือดสูง ลด 1 กิโลกรัม คอเลสเตอรอลลด 2 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ไตรกลีเซอร์ไรด์ลด 1.7 คอเลสเตอรอลตัวร้ายลด 0.77 ก่อให้เกิดผลดีต่อร่างกายอย่างเห็นได้ชัด' ดังนั้นถ้าไม่อยากพึ่งยาลดน้ำหนัก

    --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

    มาออกกำลังกายกันเถอะน๊า

     คือวิ่งมาได้ 1 อาทิดละ วันละ 30 นาที ลด ไป 2 โลละ

     สู้ตายค่ะ

    edit @ 7 Oct 2008 18:46:37 by prewpure

    edit @ 7 Oct 2008 18:52:13 by prewpure

    บราวนี่เค้ก : เป็นนักผจญภัย ชอบไอเดียใหม่ ๆ เป็นนักต่อสู้และชอบชัยชนะ เป็นคนมีอารมณ์ขันแต่หลายครั้งที่สร้างมุขแป้ก แม้จะมีแนวคิดแปลก ๆ ไปบ้าง แต่ก็เป็นคนจงรักภักดีไม่แพ้ใคร

    เค้กสตรอเบอรี่ : เป็น คนน่ารัก อบอุ่น และโรแมนติก ช่างเอาอกเอาใจและห่วงใยคนอื่น แต่ใจอ่อนง่าย ๆ บางครั้งก็ใช้อารมณ์มากเกินไป คนส่วนใหญ่มักมองว่าเป็นคนขี้หึงอีกด้วย


     
     

    เค้กช็อคโกแลต : เป็น คนเซ็กซี่ สร้างสรรค์ อารมณ์ร้อนแรง และทะเยอทะยาน หลายคนอาจมองดูเป็นคนเย็นชา แต่จริง ๆ แล้วเป็นคนซ่อนความอบอุ่นไว้ภายใน ชอบผจญภัย ไม่ค่อยพอใจกับอะไรที่เรียบ ๆ ธรรมดา จึงชอบที่จะแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดเสมอ


      

    เค้กแครอท หรือ เค้กอื่น ๆ ที่ทำจากผัก/ธัญพืช : เป็นคนร่าเริง ชอบความสนุกสนาน ใคร ๆ ที่อยู่ด้วยมักมีความสุข สนุกสนานไปด้วย ไม่ค่อยมีพิธีรีตรอง ไม่ต้องมากความ แถมยังใจดี เลยมีเพื่อนมาก

    เค้กไอศกรีม : เป็นนักกีฬาตัวยง ไม่ว่าจะลงแข่งจริง ๆ จัง ๆ หรือแค่เป็นแฟนกีฬาที่ติดตามดูอย่างจริงจังก็ตาม จึงทำให้ค่อนข้างแอคทีฟ เคารพตัวเองและยึดถือตัวเองเป็นหลัก จึงมักมีคนว่าออกจากเรื่องมากเอาการอยู่นะ ต้องระวังด้วย

    รู้อย่างนี้แล้ว ก็ลองเอาไปทายนิสัยคนที่อยากรู้กันได้.

    edit @ 7 Oct 2008 18:12:21 by prewpure

    edit @ 7 Oct 2008 18:26:50 by prewpure

    edit @ 7 Oct 2008 18:52:26 by prewpure